กระจกประเภทใดที่ใช้งานกับ Curtain Wall System

กระจกประเภทใดที่ใช้งานกับ Curtain Wall System

กระจกประเภทใดที่ใช้งานกับ Curtain Wall System

                 การติดตั้ง Curtain Wall System ใช้งานนั้นต้องคำนึงถึงความปลอกภัยเป็นสิ่งสำคัญสุด เพราะพื้นที่ใช้งานนั้นเป็นที่ที่มีความสูง สามารถก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงกว่าพื้นที่ทั่วไปได้ ดังนั้นกระจกที่นำมาใช้จึงจำเป็นต้องมีความแข็งแรง ทนทาน และมีคุณสมบัติที่พิเศษกว่ากระจกทั่วไป สามารถแบ่งประเภทกระจกที่ใช้กับ ระบบผนัง Curtain Wall ได้ 2 ประเภท ดังนี้

กระจกประเภทใดที่ใช้งานกับ Curtain Wall System

                 การติดตั้ง Curtain Wall System ใช้งานนั้นต้องคำนึงถึงความปลอกภัยเป็นสิ่งสำคัญสุด เพราะพื้นที่ใช้งานนั้นเป็นที่ที่มีความสูง สามารถก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงกว่าพื้นที่ทั่วไปได้ ดังนั้นกระจกที่นำมาใช้จึงจำเป็นต้องมีความแข็งแรง ทนทาน และมีคุณสมบัติที่พิเศษกว่ากระจกทั่วไป สามารถแบ่งประเภทกระจกที่ใช้กับ ระบบผนัง Curtain Wall ได้ 2 ประเภท ดังนี้

กระจกประเภทใดที่ใช้งานกับ
Curtain Wall System

                 การติดตั้ง Curtain Wall System ใช้งานนั้นต้องคำนึงถึงความปลอกภัยเป็นสิ่งสำคัญสุด เพราะพื้นที่ใช้งานนั้นเป็นที่ที่มีความสูง สามารถก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงกว่าพื้นที่ทั่วไปได้ ดังนั้นกระจกที่นำมาใช้จึงจำเป็นต้องมีความแข็งแรง ทนทาน และมีคุณสมบัติที่พิเศษกว่ากระจกทั่วไป สามารถแบ่งประเภทกระจกที่ใช้กับ ระบบผนัง Curtain Wall ได้ 2 ประเภท ดังนี้

                     เป็นกระจกนิรภัยชนิดหนึ่ง ซึ่งกระจกประเภทนี้นั้น เวลาแตกไม่มีเศษกระจกร่วงหล่น เมื่อแตกจะยังคงติดกัน เพราะมีชั้นฟิล์มที่ยึดเกาะระหว่างแผ่นกระจกเหมือนกับใยแมงมุม ซึ่งมีการนำกระจกนิรภัยเทมเปอร์ (Tempered Safe Glass) หรือกระจกธรรมดา (Annealed Glass / Floated Glass) จำนวน 2 แผ่น นำมาประกบติดกันโดยมีชั้นฟิล์มคั่นกลางระหว่างกระจก เราจึงเรียกกระจกที่ผ่านกระบวนการผลิตในลักษณะนี้ว่า กระจกลามิเนต (Laminated Glass)

คุณสมบัติเด่นของกระจกลามิเนต

    • เมื่อกระจกได้รับความเสียหาย จนแตก เศษกระจกจะไม่ร่วงหล่นลงมา ลดการเกิดอันตราย
    • ป้องกันเสียงรบกวนภายนอก และเก็บเสียงได้ดีกว่ากระจกธรรมดา
    • ป้องกันความร้อนได้ดี และกันรังสียูวีได้มากกว่า 90 %
    • ทนทาน ทนต่อแรงดันลมในที่สูง ทนต่อแรงอัดกระแทก และช่วยป้องการบุกรุกจากการโจรกรรมได้
    • สามารถนำกระจกมาเคลือบสีได้ตามความต้องการ

                     เป็นกระจกนิรภัยชนิดหนึ่ง ซึ่งกระจกประเภทนี้นั้น เวลาแตกไม่มีเศษกระจกร่วงหล่น เมื่อแตกจะยังคงติดกัน เพราะมีชั้นฟิล์มที่ยึดเกาะระหว่างแผ่นกระจกเหมือนกับใยแมงมุม ซึ่งมีการนำกระจกนิรภัยเทมเปอร์ (Tempered Safe Glass) หรือกระจกธรรมดา (Annealed Glass / Floated Glass) จำนวน 2 แผ่น นำมาประกบติดกันโดยมีชั้นฟิล์มคั่นกลางระหว่างกระจก เราจึงเรียกกระจกที่ผ่านกระบวนการผลิตในลักษณะนี้ว่า กระจกลามิเนต (Laminated Glass)

คุณสมบัติเด่นของกระจกลามิเนต

    • เมื่อกระจกได้รับความเสียหาย จนแตก เศษกระจกจะไม่ร่วงหล่นลงมา ลดการเกิดอันตราย
    • ป้องกันเสียงรบกวนภายนอก และเก็บเสียงได้ดีกว่ากระจกธรรมดา
    • ป้องกันความร้อนได้ดี และกันรังสียูวีได้มากกว่า 90 %
    • ทนทาน ทนต่อแรงดันลมในที่สูง ทนต่อแรงอัดกระแทก และช่วยป้องการบุกรุกจากการโจรกรรมได้
    • สามารถนำกระจกมาเคลือบสีได้ตามความต้องการ

                 เป็นกระจกนิรภัยชนิดหนึ่ง ซึ่งกระจกประเภทนี้นั้น เวลาแตกไม่มีเศษกระจกร่วงหล่น เมื่อแตกจะยังคงติดกัน เพราะมีชั้นฟิล์มที่ยึดเกาะระหว่างแผ่นกระจกเหมือนกับใยแมงมุม ซึ่งมีการนำกระจกนิรภัยเทมเปอร์ (Tempered Safe Glass) หรือกระจกธรรมดา (Annealed Glass / Floated Glass) จำนวน 2 แผ่น นำมาประกบติดกันโดยมีชั้นฟิล์มคั่นกลางระหว่างกระจก เราจึงเรียกกระจกที่ผ่านกระบวนการผลิตในลักษณะนี้ว่า กระจกลามิเนต (Laminated Glass)

คุณสมบัติเด่นของกระจกลามิเนต

  • เมื่อกระจกได้รับความเสียหาย จนแตก เศษกระจกจะไม่ร่วงหล่นลงมา ลดการเกิดอันตราย
  • ป้องกันเสียงรบกวนภายนอก และเก็บเสียงได้ดีกว่ากระจกธรรมดา
  • ป้องกันความร้อนได้ดี และกันรังสียูวีได้มากกว่า 90 %
  • ทนทาน ทนต่อแรงดันลมในที่สูง ทนต่อแรงอัดกระแทก และช่วยป้องการบุกรุกจากการโจรกรรมได้
  • สามารถนำกระจกมาเคลือบสีได้ตามความต้องการ
  •  

                     เป็นกระจกที่ผลิตด้วยกระบวนการเดียวกับกระจกนิรภัยเทมเปอร์ คือ การนำเอากระจกโฟลต (Annealed Glass) มาอบเพื่อให้ได้คุณสมบัติความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้น โดยใช้ความร้อนในการอบที่ 650-700 องศาเซลเซียส แต่กระบวนการทำให้กระจกเย็นลง จะทำแบบช้า ๆ ด้วยการเป่าลมที่ผิวกระจกทั้ง 2 ด้าน จะมีผลทำให้กระจกเย็นตัวช้าลง ความเครียดที่ผิวกระจกก็จะลดหลั่นลงมาตามลำดับ ซึ่งเมื่อค่าความเครียดที่ผิวกระจกอยู่ระหว่าง 3,500-7,500 PSI เราจะเรียกกระจกชนิดนี้ว่า “กระจกฮีทสเตรงค์เท่น” (Heat-Strengthened Glass) โดยสมบูรณ์ จึงทำให้เนื้อกระจกมีคุณสมบัติพิเศษที่แข็งแรงกว่ากระจกธรรมดาถึง 2 เท่า

คุณสมบัติเด่นของกระจกฮีทสเตรงค์เท่น

    • ความแข็งแรงกว่ากระจกโฟลท 2 เท่า ทำให้สามารถรับแรงกระแทก แรงกด แรงบีบ ได้ดี
    • ทนต่อแรงดันของกระแสลมในที่สูงได้ดี ถ้าใช้เป็นผนังอาคารสูง พื้นกระจก หรือหลังคากระจก ต้องประกบลามิเนต เพื่อเพิ่มความแข็งแรง และความปลอดภัยขึ้นไปอีก ไม่ควรใช้กระจกฮีทสเตร็งเท่นแผ่นเดียวโดด ๆ
    • ทนความร้อนแบบปกติได้สูงถึง 290 ºC โดยที่เนื้อกระจกไม่ปริแตก
    • ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างฉับพลันได้ตั้งแต่ 70-100 ºC
    • เมื่อกระจกปริแตก รอยร้าวจะวิ่งเข้าหาขอบเฟรมกระจก ซึ่งรอยร้าวดังกล่าวจะมีจำนวนไม่มาก จึงทำให้กระจกยังเป็นชิ้นใหญ่ ๆ ซึ่งมีขนาดใหญ่มากกว่าการแตกร้าวของกระจกทั่วไป
    • ไม่ปริแตกแตกด้วยตัวเอง แบบเดียวกับการปริแตกด้วยตัวเองของกระจกนิรภัยเทมเปอร์

                     เป็นกระจกที่ผลิตด้วยกระบวนการเดียวกับกระจกนิรภัยเทมเปอร์ คือ การนำเอากระจกโฟลต (Annealed Glass) มาอบเพื่อให้ได้คุณสมบัติความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้น โดยใช้ความร้อนในการอบที่ 650-700 องศาเซลเซียส แต่กระบวนการทำให้กระจกเย็นลง จะทำแบบช้า ๆ ด้วยการเป่าลมที่ผิวกระจกทั้ง 2 ด้าน จะมีผลทำให้กระจกเย็นตัวช้าลง ความเครียดที่ผิวกระจกก็จะลดหลั่นลงมาตามลำดับ ซึ่งเมื่อค่าความเครียดที่ผิวกระจกอยู่ระหว่าง 3,500-7,500 PSI เราจะเรียกกระจกชนิดนี้ว่า “กระจกฮีทสเตรงค์เท่น” (Heat-Strengthened Glass) โดยสมบูรณ์ จึงทำให้เนื้อกระจกมีคุณสมบัติพิเศษที่แข็งแรงกว่ากระจกธรรมดาถึง 2 เท่า

คุณสมบัติเด่นของกระจกฮีทสเตรงค์เท่น

    • ความแข็งแรงกว่ากระจกโฟลท 2 เท่า ทำให้สามารถรับแรงกระแทก แรงกด แรงบีบ ได้ดี
    • ทนต่อแรงดันของกระแสลมในที่สูงได้ดี ถ้าใช้เป็นผนังอาคารสูง พื้นกระจก หรือหลังคากระจก ต้องประกบลามิเนต เพื่อเพิ่มความแข็งแรง และความปลอดภัยขึ้นไปอีก ไม่ควรใช้กระจกฮีทสเตร็งเท่นแผ่นเดียวโดด ๆ
    • ทนความร้อนแบบปกติได้สูงถึง 290 ºC โดยที่เนื้อกระจกไม่ปริแตก
    • ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างฉับพลันได้ตั้งแต่ 70-100 ºC
    • เมื่อกระจกปริแตก รอยร้าวจะวิ่งเข้าหาขอบเฟรมกระจก ซึ่งรอยร้าวดังกล่าวจะมีจำนวนไม่มาก จึงทำให้กระจกยังเป็นชิ้นใหญ่ ๆ ซึ่งมีขนาดใหญ่มากกว่าการแตกร้าวของกระจกทั่วไป
    • ไม่ปริแตกแตกด้วยตัวเอง แบบเดียวกับการปริแตกด้วยตัวเองของกระจกนิรภัยเทมเปอร์

                 เป็นกระจกที่ผลิตด้วยกระบวนการเดียวกับกระจกนิรภัยเทมเปอร์ คือ การนำเอากระจกโฟลต (Annealed Glass) มาอบเพื่อให้ได้คุณสมบัติความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้น โดยใช้ความร้อนในการอบที่ 650-700 องศาเซลเซียส แต่กระบวนการทำให้กระจกเย็นลง จะทำแบบช้า ๆ ด้วยการเป่าลมที่ผิวกระจกทั้ง 2 ด้าน จะมีผลทำให้กระจกเย็นตัวช้าลง ความเครียดที่ผิวกระจกก็จะลดหลั่นลงมาตามลำดับ ซึ่งเมื่อค่าความเครียดที่ผิวกระจกอยู่ระหว่าง 3,500-7,500 PSI เราจะเรียกกระจกชนิดนี้ว่า “กระจกฮีทสเตรงค์เท่น” (Heat-Strengthened Glass) โดยสมบูรณ์ จึงทำให้เนื้อกระจกมีคุณสมบัติพิเศษที่แข็งแรงกว่ากระจกธรรมดาถึง 2 เท่า

คุณสมบัติเด่นของกระจกฮีทสเตรงค์เท่น

  • ความแข็งแรงกว่ากระจกโฟลท 2 เท่า ทำให้สามารถรับแรงกระแทก แรงกด แรงบีบ ได้ดี
  • ทนต่อแรงดันของกระแสลมในที่สูงได้ดี ถ้าใช้เป็นผนังอาคารสูง พื้นกระจก หรือหลังคากระจก ต้องประกบลามิเนต เพื่อเพิ่มความแข็งแรง และความปลอดภัยขึ้นไปอีก ไม่ควรใช้กระจกฮีทสเตร็งเท่นแผ่นเดียวโดด ๆ
  • ทนความร้อนแบบปกติได้สูงถึง 290 ºC โดยที่เนื้อกระจกไม่ปริแตก
  • ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างฉับพลันได้ตั้งแต่ 70-100 ºC
  • เมื่อกระจกปริแตก รอยร้าวจะวิ่งเข้าหาขอบเฟรมกระจก ซึ่งรอยร้าวดังกล่าวจะมีจำนวนไม่มาก จึงทำให้กระจกยังเป็นชิ้นใหญ่ ๆ ซึ่งมีขนาดใหญ่มากกว่าการแตกร้าวของกระจกทั่วไป
  • ไม่ปริแตกแตกด้วยตัวเอง แบบเดียวกับการปริแตกด้วยตัวเองของกระจกนิรภัยเทมเปอร์
  •  

ช่องทางการติดต่อต่างๆ ของ aluframe

สนใจติดต่อโทร :  081-820-8457, 081-820-8459
LINE Official : @aluframe
Facebook: aluframe
Instagram: aluframe.official
Tiktok: aluframe
Youtube : aluframe

ช่องทางการติดต่อต่างๆ

สนใจติดต่อโทร :  081-820-8457, 081-820-8459
LINE Official : @aluframe
Facebook: aluframe
Instagram: aluframe.official
Tiktok: aluframe
Youtube : aluframe

ช่องทางการติดต่อต่างๆ

สนใจติดต่อโทร :  081-820-8457, 081-820-8459
LINE Official : @aluframe
Facebook: aluframe
Instagram: aluframe.official
Tiktok: aluframe
Youtube : aluframe